ภาษา:ภาษาไทย

รักของจีนโพ้นทะเลในทรงจำ

2018-02-22 20:51:44 CRI

พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ผลงานเขียนลำดับที่ 2 ของวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ประจำปี 2557 หลังจากปรากฏกายในบรรณพิภพก็ถูกอ่านถูกวิจารณ์อย่างล้นหลาม เพราะในครั้งนี้ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ทั้งสไตล์การเขียน การวางพล็อตเรื่อง และการเล่าเรื่องมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังหยิบยกเอาความเป็น “จีนโพ้นทะเล” มาฉายภาพใหม่ โดยไม่ติดกับภาพจำเดิมๆ ของคนไทยทั่วไปที่มักเข้าใจว่าจีนมาแบบสื่อผืนหมอนไป และชีวิตเต็มไปด้วยอุปสรรค ต้องต่อสู้แสนเข็ญเพื่อสร้างตัวเพื่อให้ลืมตาอ้าปากได้ในแผ่นดินใหม่ที่ชื่อว่าไทยแลนด์

นวนิยายเรื่องนี้จึงถูกใจแฟนๆ นักอ่านจำนวนมาก เพราะทั้งออกนอกกรอบความจำเจเดิมๆ และยังมีพื้นหลังของเรื่องเป็นช่วงเหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เต็มไปด้วยความทรงจำในประวัติศาสตร์กระท่อนกระแท่นของประเทศนี้อีกต่างหาก

ทำไมถึงเขียนหนังสือเล่มนี้?

ส่วนหนึ่งของปัญหามนุษย์ทั่วไป คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร พอเราไม่รู้ เราก็จะรู้สึกว่าทำไมเราไม่รู้ เราต้องการอะไร ตอนเริ่มเขียน คือการเข้าไปสู่คำถามของมายาคติ ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าเราเป็นใคร ว่าเราต้องการอะไร นอกเหนือไปจากนั้น คือ ความทรงจำที่กระท่อนกระแท่น ที่จริงแล้วความทรงจำคืออะไร ความทรงจำของยุคสมัย ไม่ใช่เฉพาะความทรงจำที่เรามองเห็นได้จากหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ ส่วนตัวสนใจประวัติศาสตร์ของความรู้สึก ณ จุดนั้นของกาลเวลา เรารู้สึกอย่างไร เรารู้สึกอะไรในตอนไหนเป็นตัวที่เล่าสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า เราจดจำบ้านเกิดเมืองนอนจากผู้หญิงคนหนึ่งที่เราเคยรักมากๆ นั่นคือภาพของบ้านเกิดเมืองนอน มากกว่าถนนหนทาง มากกว่าความมั่งคั่ง

ทำไมถึงชื่อหนังสือพุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ?

พุทธศักราชในความรู้สึกส่วนตัว คือปี 2500 ในช่วงหลังสงครามเพียงเล็กน้อย ผลจากซากปรักหักพัง ความรู้สึกพังที่เกี่ยวกับสงคราม อยู่ในช่วงที่เราสร้างเนื้อสร้างตัวอีกครั้ง กอบกู้ตัวเรากลับมาจากหลังสงคราม และก็ทรงจำของทรงจำ ทรงจำของทรงจำ ไม่สามารถเป็นทรงจำอันเดี่ยวๆ ได้ เป็นความทรงจำเรื่องเล่าที่เล่าต่อๆ กันมา ความทรงจำของความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ใช่ความทรงจำของเหตุการณ์นั้นๆ มันคือคนรุ่นหลังที่จดจำ เขาเป็นคนจีนโพ้นทะเล จากที่เล่าให้คนที่เขาฟัง คือ สองต่อสามต่อ แทนที่จะเป็นความทรงจำเดียว ความทรงจำที่เราไม่มี ปัญหาของตัวเรา คือ การหาคำตอบจากสิ่งที่เราสงสัย ถ้าสงสัยอะไรก็จะทำงานนั้น เริ่มเขียนทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราสงสัย ไม่เพียงแต่มายาคติที่ทำให้งุนงง ความทรงจำงุนงงก็ทำให้เรางุนงง

ทำไมหยิบยกเรื่องของคนจีนผลัดถิ่นมาเขียน?

เพราะมีเรื่องเล่าในครอบครัว สิ่งที่เราสัมผัสได้ในการเติบโต เราจะจำเรื่องราวของยายได้จากการจดจำ ซึ่งเราไม่เคยพบเจอ จำประเทศจีนที่เราจากมาได้ สิ่งที่เล่าต่อกันหลายทอด คนที่เล่าให้ฟังคือคนที่ไปจีน รวมทั้งเรื่องรักในครัว คือ เด็กชายได้รับข่าวสารเท่าที่จะได้รับ ซึ่งเป็นข่าวสารที่พ่อแม่ตกลงกันแล้วว่า จะบอกคนทั่วไปว่าครอบครัวเราเป็นอย่างไร มีความซื่อสัตย์สุจริตดีงาม มีผัวเดียวเมียเดียว แต่ในครัวมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องซุบซิบนินทา

ทำไมถึงเลือกเล่าในยุคกึ่งพุทธกาล ยุค 2500

ก่อนหน้านั้นเข้าใจว่าเป็นจีนโพ้นทะเลตลอดเวลา จนกระทั่งก่อนปีกึ่งพุทธกาล 2500 ที่เริ่มมีการเป็น Thailand No.1 ในแง่ของการเมืองก็คือ ประเทศจีนปิดประเทศ เราไม่คิดว่าคนจีนที่อพยพมาจะอยู่ที่ไทย แต่เพราะกลับไม่ได้ จึงทำมาหากิน และหวังว่าจะมีเงินสักก้อนเพื่อกลับไปเปิดร้านเล็กๆ หรือซื้อนาสักแปลง แต่ก็ไม่เกิดขึ้น เพราะว่าประเทศจีนปิด แต่บ้านไม่ได้มาสื่อผืนหมอนใบ คือ บางคนไม่ได้มาเสื่อผืนหมอนใบ บางคนไม่ได้มาใช้แรงงาน แต่มีคนจีนส่วนหนึ่งที่มีทุนอยู่แล้ว เป็นทุนที่เปิดร้านได้ร้านหนึ่ง ที่บ้านเปิดร้านขายน้ำมันริมคลอง หลังจากนั้นก็มีร้านบนบก และมีไฟไหม้บ้านอยู่ตลอดเวลา และก็ไม่ได้กลับไปเมืองจีน เนื่องจากเห็นเปลี่ยนการปกครอง หมู่บ้านยึดที่ดินไป กลับบ้านไม่ได้ จึงต้องอยู่ที่นี่ ต่อมารัฐบาลเริ่มเข้าใกล้กับตะวันตก ก็คือสหรัฐฯ และคนจีนจึงจำเป็นต้องใช้นามสกุล ไม่สามารถดำรงอยู่ในสภาพจีนโพ้นทะเลได้อีก ตอนนั้นก็เปิดให้ขอนามสกุล จึงได้มีนามสกุล เลยเลิกใช้แซ่ และมีเหตุการณ์ทางบ้านเมืองอยู่ตลอด

แสดงคนจีนไม่ได้มีแต่เสื่อผืนหมอนใบ แต่มีคนจีนที่มีฐานะปานกลางด้วย?

เรายังมีจีนหลวง มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาที่นำเรือสำเภามาค้าขายผ้าไหม ขายข้าว คนจีนมีระดับเจ้าสัว เข้ามาทำมาค้าขายระหว่างประเทศ คนจีนเสื่อผืนหมอนใบกว่า 90% เข้ามา เพราะประเทศเราเป็นประเทศเล็กๆ ไม่มีแรงงาน แรงงานสมัยก่อนนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ สร้างตึกหนึ่งหลังใช้เวลา 2 ปี สมัยก่อนกว่าจะขุดคลองเสร็จก็ 20 ปี กว่าจะเสร็จก็ได้ลูกได้เมียเยอะแยะ จะขนกลับไปก็กระไรอยู่ ขุดคลองจากกรุงเทพฯ ไปฉะเชิงเทรา ก็ไปหาเมียที่ฉะเชิงเทรา เสร็จก็ค้าขาย ตอนขุดคลองแสนแสบก็มีคนตายเยอะ ซึ่งอีกระลอกหนึ่งคือตอนที่ประเทศจีนปิดประเทศ ซึ่งเป็นระลอกที่รู้สึกไม่สบายใจมากกว่ายุครัฐบาลไหน จีนมีสงครามกลางเมืองนานกิง จะไปไต้หวัน ไต้หวันก็ขะมักเขม้นกับการฆ่าหมู่อยู่ (ซึ่งเป็นเรื่องที่เรารู้น้อยมากในการก่อร่างสร้างตัวของไต้หวันซึ่งใหญ่โตมโหฬาร)

แรงผลักดันที่ทำให้คนจีนมาสยาม ไม่ใช่แค่การค้าขายหรือการทำธุรกิจอย่างเดียว แต่เป็นการหนีตายด้วย?

ไม่ใช่หนีตาย แต่ถ้าได้งานที่อเมริกาก็ต้องทำ แต่เผอิญกลับไม่ได้ เผอิญไม่รู้จะไปไหน อยู่ๆ ก็ปิดประเทศ อีกทั้งส่วนหนึ่งคนก็เริ่มมีเงิน ทรัพย์สินที่หาได้ในแผ่นดินไทย ถ้ากลับไปเผชิญหน้ากับรัฐบาลคอมมิวนิสต์ จะเหลือสัก 20% ไหม ไม่รู้ว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์จัดการกันอย่างไร

หนังสือพุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ มีการเท้าความถึงตัวละครตัวหนึ่งคือ ทวดตง ซึ่งเข้ามารับช่วงกิจการต่อร้านขายข้าวสาร ถ้าเรามองว่าลุงของทวดตงที่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เขาก็ไม่ได้เข้ามาใช้แรงงาน?

ถ้ามีเงินก็อยู่ที่เมืองจีน ถ้ามีเงินเยอะก็มาซื้อบ้านอยู่ในเมือง มีธุรกิจของตัวเอง อาจจะมีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง ซึ่งถ้าเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้านเมืองจีน ก็จะได้ร้านเล็กๆ และในเงินก้อนเดียวกันนี้ถ้ามาสยาม เราก็จะมีธุรกิจขายข้าว ซึ่งมีโอกาสไต่เต้าขึ้นเป็นเจ้าสัว ซึ่งคนในสยามทำมาค้าขายหากินไม่เป็น เห็นได้ชัดว่า ถ้าทำมาค้าขายเป็น เราก็จะไม่สั่งคนลากรถกับรถลากเข้ามาจากเมืองจีน คือเราไม่มีหัวการค้าในการที่จะต่อรถลากใช้เอง และใช้คนของเราเป็นคนลาก เราไม่มีแนวคิดแบบนั้น ผ่านไปเกือบร้อยปี กว่าจะคิดขึ้นได้ว่า เราต่อรถเองก็ได้ แล้วใช้เจ๊กมาลาก เราไม่มีหัวการค้า พวกเจ้าขุนบุญนายเอารถลากเข้ามา ตัวเองก็ไม่ได้นั่ง เพราะมีราชรถส่วนตัวไปไหนมาไหน แต่เอารถลากมาเพื่อความสะดวก ก็คิดเป็นท่อนๆ ก็คือ ต่อรถเองก็ได้ แต่เอาคนลากรถเข้ามา เราจะมีประชากรชาวจีนอยู่ทั่วประเทศในช่วงราวๆ ปี 2494 หรือ ปี 2495 หลังสงครามประมาณ 30% •ของประชากร ถ้าเรามีประชากร 10 ล้านคน เราก็จะมีประชากรคนจีน 3 ล้านคน

ตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ใช้เวลานานไหมในการรีเสิร์ช?

นั่งไปนั่งมาข้อมูลก็วิ่งเข้ามาสำหรับคนอายุ 50 ปี ไม่ต้องรีเสิร์ชอะไรมาก แต่ถ้าคุณอายุ 20 ปี ก็อาจจะต้องรีเสิร์ชสำหรับคนอายุ 50 ปี ได้ยินก็รู้ว่าเราต้องไปทางไหน นอกจากนั้นโลกยังได้มอบสิ่งที่ทรงคุณค่าที่เรียกว่า “อินเตอร์เน็ต” เราก็จะมีคีย์เวิร์ดแปลกๆ ที่สามารถเข้าไปหลังห้องได้ ไปฟังคนแก่คุยกัน

ตัวละครในนวนิยายเรื่องนี้ มีตัวตนจริงไหม?

ไม่กล้าเขียนถึงคนที่มีตัวตน เพราะกลัวเขาแก้เผ็ด สมมติว่าเราอยากได้คนเห็นแก่ตัว เราก็นึกถึงคนที่ตราหน้าว่าเห็นแก่ตัวที่สุดในชีวิตเรา แล้วก็มาปรุงแต่งเล็กน้อยเพื่อให้หาต้นตอที่มาไม่ได้ ไม่ชอบให้เขารู้สึกว่าตัวเองถูกเขียน ถูกเม้าท์ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่าตอนจบจะให้โดนฆ่าตายทั้งหมด เลยไม่เขียนจากคนจริงๆ ...กลัวเขาเสียใจ

ถึงจะเป็นนิยายที่เนื้อหาเข้มข้น แต่จะมีการพูดถึงความรักตลอดเวลา?

ตัวตนของผู้คนปรากฏเป็นความรัก คุณเป็นคนชนิดไหน ในตอนที่มีความหวงที่สุด ตอนคุณผ่านความรักในยุคสมัยนั้น ส่วนในสมัยนี้คงผ่านไอโฟน ผ่านบิทคอยน์ แต่ในยุคสมัยนั้นเป็นยุคที่คนฆ่าตัวตาย กินยาตายในเรื่องของความรัก คนหนีตามกัน ในชีวิตที่ไม่ค่อยมีอะไรเยอะ ผู้คนให้คุณค่ากับความรักมาก ตัวตนของเขา ตัวตนของจงสว่าง ตัวตนของจิตไสว ตัวตนของทวดตง จะชัดเจนที่สุดในช่วงเวลาของความรัก

ในหนังสือเล่มนี้ ทวดตงทำงานหนักมาก แล้วเอาเวลาที่ไหนไปจีบสาว?

ในตอนที่เขาไม่ได้ทำงานหนัก เขารักผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ตอนไปซื้อที่ซื้อทางก็มีผิงฮุ่ย เป็นเมียคนจีนคนที่สาม ซึ่งเมียคนจีนคนนี้เอาไว้ดูแลทรัพย์สิน เพราะในสมัยนั้นไม่ได้มีการจ้างเมเนเจอร์ให้มาดูแลที่ดิน ต้องเป็นคนในครอบครัว

ในหนังสือเล่มนี้ มีชื่อตัวละครที่หมายถึงแสงสว่าง เพราะอะไร?

คนที่ตั้งชื่อให้คือยายทวดเสงี่ยม ซึ่งเป็นลูกครึ่งมอญ ลูกครึ่งจีน มีชีวิตในวัยเด็กซึมเซา พอแต่งงานกับทวดตงก็เป็นใบ้ คือไม่พูดไม่จา เมื่อเวลามีลูกก็คิดถึงการเป็นแม่ ก็ตั้งชื่อให้สดใส อย่างจงสว่าง จิตไสว จรูญศิลป์ เจริดศรี จรัสแสง ซึ่งเป็นความหมายที่ดีนอกเหนือจากความคล้องจอง...เริ่มต้นจากจงสว่าง จงเป็นแสงสว่าง จิตซึ่งไสว จรูญศิลป์เป็นเงินเป็นทอง เจริดศรี ความดีงามที่จรัส

เหตุการณ์ในเรื่องเกิดก่อนยุคพุทธกาล เป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาหลายอย่าง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ความสว่างอันน้อยนิดจะนำทางเราได้หรือเปล่า จึงได้ดึงตัวละครนี้เข้ามา?

อาจจะเป็นตัวเราเอง เมื่อมองย้อนกลับไปถึงช่วงประวัติศาสตร์นั้น มันเป็นช่วงประวัติศาสตร์ที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเล่าดูริบหรี่ เป็นช่วงที่มืด และเราจะเห็นแสงระยิบ เราไม่เคยเล่าประวัติศาสตร์ให้ทุกคนเข้าใจ เราไม่เคยรู้อะไรที่กระจ่าง ต่อเซอร์เฟซข้างหน้า มีหลายอย่างที่อยู่ข้างหลัง เหมือนกับดาวที่มีเลเยอร์ เราไม่รู้การเข้ามาของสหรัฐฯ เราไม่รู้การแทรกแซงของเมืองจีน เราไม่รู้อะไรเลย รู้แค่ว่า 2500 จีนปฏิวัติ จีนเข้ามาค้าขาย จีนเป็นคอมมิวนิสต์ เปลี่ยนนามสกุลเป็นคนไทย เราไม่เข้าใจเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เราไม่เข้าใจกระทั่งว่าจริงๆ รัฐบาลของเราได้เข้าไปคุยกับเมืองจีนในการเปิดประเทศ ติดต่อเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี เราก็ได้แต่นั่งรอว่าจะได้กลับเมืองจีนไปเยี่ยมญาติเมื่อไร

สภาพสังคมไทย ความเชื่อต่างๆ เป็นผลของความไม่รู้จากยุคนั้นที่กลายเป็นมรดกตกทอดมาสู่ยุคเราหรือไม่?

เราไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ไม่รู้ว่าทำไมเราอยู่จุดนี้ สำหรับตัวพี่เองถือว่าเป็นเรื่องคาใจมาหลายปีว่า ทำไมเราเป็นประเทศที่ไม่ไปไหนสักที เรายังวนอยู่ในสภาพเดิมๆ กลับมาอยู่ในปัญหาเดิมๆ

ถ้าสมมติประเทศไทยเป็นคน จะมีลักษณะเป็นแบบไหน แล้วจะมีความรักแบบไหน?

ถ้าสมมติประเทศไทยเป็นคนก็คือ “จงสว่าง” เป็นตัวละครในเรื่อง เป็นผู้ชายที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะให้หลุดไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่ก็ล้มเหลว สงครามแล้วสงครามอีก ในที่สุดใกล้จะดีอยู่แล้ว จะแต่งงานมีชีวิตที่ดี แต่พ่อแม่กีดกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ การสร้างตัวละครนี้ เหมือนการดิ้นรนของคน เขาก็เลือกคุณนายยี่ฝุ่น ผู้หญิงที่ดีที่สุด เป็นของขวัญที่ดีที่สุด ยี่ฝุ่นก็ทำตามขนบธรรมเนียม พ่อให้แต่งกับใครก็แต่งกับคนนั้น ชีวิตของคนจะมีจุดหักเหเข้ามาตลอดเวลา ในวันที่คุณคิดว่าทุกอย่างจะดีแล้ว จะกลายเป็นเสือ แต่กลับมาเป็นแมว




ข่าว:
ข่าวในจีน ข่าวรอบโลก จีน-อาเซี่ยน จีน-ไทย เศรษฐกิจ วัฒนธรรม บันเทิง กีฬา
ดูและฟัง:
คลิปวิดีโอ เพลงจีนฮิต รายการเรียนภาษาจีน รายการคุยกันวันละประเด็น ายการสานสัมพันธ์ไทย-จีน รายการข่าวประจำวัน
จับจ้องมองจีน:
อินทนิล ปลดเปลื้อง รพีพรรณ วงษ์กรวรเวช โสภิต หวังวิวัฒนา กิตติธัชช์ คำเปลว หลากมิติจากจีน
ภาพ:
มองจีนผ่านภาพ จีน ต่างประเทศ คลังภาพคนดัง แฟชั่น-บันเทิง วัฒนธรรม-การศึกษา วิทยาศาสตร์-เทคโนโลย กีฬา
การทหาร สังคม วอลเปเปอร์ อื่นๆ์
เรียนภาษาจีน:
เรียนภาษาจีนกับซีอาร์ไอ สวัสดีเมืองจีน ข่าวการเรียนการสอนภาษาจีน ข่าวการเรียนการสอนภาษาจีน